
ชวนฟัง 4 เสียงชีวิตจริง ในเส้นทาง 25 ปีของการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีแรงงาน
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา งานคุ้มครองสิทธิแรงงานไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเพราะเบื้องหลังคำว่า ‘การละเมิดสิทธิ’ คือชีวิตจริงของคนทำงาน คนที่ต้องทน คนที่เงียบ และคนที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสิทธิ บทความนี้รวบรวม 4 เรื่องเล่าจากการสัมภาษณ์ ทนายความ ล่าม และแรงงานที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบ เพื่อสะท้อนว่า 25 ปีของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) ไม่ใช่แค่ระยะเวลา แต่คือการไม่ปล่อยให้ใครต้องสู้เพียงลำพัง

“ถ้าไม่มีตัวตนในระบบ ก็เหมือนไม่เคยมีชีวิตอยู่”
จิรารัตน์ มูลศิริ – ทนายความ HRDF
เสียงจากทนายเอ๊ะ คนทำงานสิทธิแรงงานข้ามชาติที่อยู่กับความยุติธรรมมากว่า 15 ปี
“บางคดีเราต้องเริ่มจากการทำให้เขามีตัวตน ก่อนไม่งั้นกระบวนการยุติธรรมจะไม่เห็นเขาเลย” นี่คือเสียงจาก ทนายเอ๊ะ – จิรารัตน์ มูลศิริ ทนายความด้านสิทธิแรงงานจาก คลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด ภายใต้ HRDF ผู้ทำงานด้านสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ มาแล้วร่วม กว่า 15 ปี เส้นทางของเธอเริ่มจากการเป็นอาสาสมัครนักกฎหมาย ทำงานกับผู้หญิง แรงงาน และคนชายขอบ ก่อนจะตัดสินใจสอบเป็นทนายความเต็มตัว ไม่ใช่เพราะอยากได้คำนำหน้าชื่อ แต่เพราะอยากช่วยเขาได้มากกว่านี้
จากภาคสนาม สู่ห้องพิจารณาคดี
แรงจูงใจของการไม่ถอย การลงพื้นที่ทำให้ทนายเอ๊ะเห็นซ้ำ ๆ ว่า แรงงานข้ามชาติไม่ได้ขาดแค่ค่าแรง แต่ขาดตั้งแต่ สิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตที่ปลอดภัย ปัญหาเอกสารประจำตัว การเข้าถึงการรักษาพยาบาล อุบัติเหตุจากการทำงาน ความรุนแรงที่ไม่มีใครรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้ทำให้เธอเลือกปักหลักทำงานด้านแรงงานข้ามชาติ เพราะมันคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของใครคนหนึ่ง และที่สำคัญ งานนี้ไม่ใช่งานที่ ทำตามคำสั่ง แต่เป็นงานที่ต้องใช้สมอง ใช้การตัดสินใจ และใช้หัวใจ ในพื้นที่ที่กฎหมายไม่ได้ทำงานด้วยตัวมันเอง
งานทนายสิทธิแรงงาน มากกว่าที่คนคิด
การเป็นทนายสิทธิแรงงาน ไม่ใช่แค่รู้กฎหมายแรงงานอย่างเดียว แต่ต้องรู้ตั้งแต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กฎหมายคนเข้าเมือง ไปจนถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ ยังไม่นับนโยบายรัฐที่เปลี่ยนตลอด กฎหมายที่แก้ไขอยู่เรื่อย ๆ และคดีอาญาที่พ่วงเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ทุกคดีคือสนามสอบใหม่ที่ไม่มีเฉลยตายตัว
คดีที่ไม่เคยลืม
หนึ่งในคดีแรก ๆ ที่ยากที่สุด คือกรณีแรงงานภาคเกษตรถูกฆาตกรรมบริเวณชายแดน โดยไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนใด ๆ เมื่อไม่มีชื่อ ไม่มีสัญชาติ ไม่มีเอกสาร การสืบสวน การเรียกร้องความยุติธรรมแทบเป็นไปไม่ได้ คดีนี้ทำให้เห็นชัดว่าเอกสารไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มันคือการยืนยันว่าคนคนหนึ่งมีอยู่จริง ในอีกด้านหนึ่ง เธอยังเล่าถึงคดีที่ประทับใจที่สุด กรณีบุตรของแรงงานข้ามชาติถูกไฟฟ้าช็อตจากเสาไฟลอยในแม่สอดหลังรักษาตัวกว่าหนึ่งปี เด็กเสียชีวิตทีมงาน HRDF ตัดสินใจฟ้องศาลปกครองและชนะคดี ให้เทศบาลนครแม่สอดชดใช้ค่าสินไหม 700,000 บาท เป็นคดีแรกที่ประสบความสำเร็จในลักษณะนี้มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือการยืนยันว่า ชีวิตของลูกแรงงาน มีคุณค่าเท่ากัน
ทำไมยังทำต่อ
คำตอบของทนายเอ๊ะไม่ได้สวยงามไม่ได้โรแมนติก เธอบอกว่า งานนี้เหนื่อย ซับซ้อน และกินพลังชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้ยังอยู่
คือการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่มีความหมาย การที่แรงงานกล้าลุกขึ้นมาทวงสิทธิ การที่ชุมชนเริ่มรู้จักกฎหมาย
การที่คดีหนึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานให้คดีอื่น ๆ
มองไปข้างหน้า: สิทธิแรงงานไม่ใช่เรื่องของแรงงานเท่านั้น
ในวาระครบรอบ 25 ปี HRDF ทนายเอ๊ะมองว่า กฎหมายแรงงานไทยมีพัฒนาการ แต่มันยังไม่พอ หากไม่มีการบังคับใช้จริงปัญหาแรงงานข้ามชาติ ไม่ใช่ปัญหาของแรงงานแต่เป็นปัญหาของระบบ ของนายจ้าง และของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม เธออยากบอกกับสังคมว่าแรงงานข้ามชาติไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ใช่คนแย่งงาน แต่คือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ทำงานในตำแหน่งที่คนไทยไม่ทำ และจ่ายภาษีไม่ต่างจากใคร สิ่งที่สังคมต้องทำไม่ใช่การผลักเขาออกไป แต่คือการเปิดใจ และลดอคติ

“เราไม่ได้ช่วยเขาเพราะสงสาร แต่เพราะเขาควรได้สิทธิเท่ากับคนอื่น”
สุนิดา ปิยกุลพานิชย์ – ทนายความ HRDF
เสียงจากทนายเหมย นักกฎหมาย HRDF กับ 12 ปีในพื้นที่ชายแดนแม่สอด
งานแรกหลังเรียนจบของ คุณเหมย สุนิดา ปิยกุลพานิชย์ไม่ใช่สำนักงานหรู ไม่ใช่งานกฎหมายในเมืองใหญ่ แต่คือการทำงานเป็น นักกฎหมายของ HRDF ที่แม่สอด เธอเจอองค์กรนี้จากการค้นหางานด้านกฎหมายในพื้นที่ และไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจครั้งนั้นจะพาเธอมาอยู่กับงานช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติยาวนานถึง 12 ปี งานกฎหมายที่ไม่อยู่แค่ในแฟ้มคดีบทบาทของทนายเหมยไม่ใช่แค่ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย แต่ต้องติดตามคดี ประสานหน่วยงาน และส่งต่อคดีไปยังหลายภาคส่วน ตั้งแต่กรณีละเมิดสิทธิแรงงาน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.ประกันสังคม ไปจนถึงกองทุนเงินทดแทน งานนี้เป็นงานเฉพาะทาง เป็นงานที่มีคนทำน้อย
และต้องใช้ทั้งความรู้ ความอดทน และใจที่แข็งแรง
ความท้าทายที่ไม่เคยถูกสอนในห้องเรียนกฎหมาย
ช่วงแรกของการทำงาน ทนายเหมยต้องเผชิญกับทัศนคติที่ไม่เป็นมิตร ทั้งจากหน่วยงานรัฐ นายจ้าง และเจ้าหน้าที่บางส่วน แรงงานข้ามชาติถูกมองเป็นปัญหาไม่ใช่ผู้มีสิทธิ การเข้าถึงสิทธิของแรงงานจึงเต็มไปด้วยอุปสรรค ยังไม่รวมถึงปัญหาด้านภาษาที่ทำให้การสื่อสาร การอธิบายสิทธิ และการสร้างความเชื่อใจต้องใช้เวลามากกว่าปกติการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็น ค่อยไป แต่มีความหมาย หลังจากทำงานมาเกือบสิบปี ทนายเหมยเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานรัฐและองค์กรต่าง ๆ เริ่มเข้าใจบทบาทของ HRDF เริ่มยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติก็ควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันแรงงานเองก็เริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองไม่ยอมให้ถูกละเมิดง่าย ๆ แม้จะอยู่ในสถานะเข้าเมืองไม่ถูกต้องก็ตาม สำหรับเธอ นี่คือความสำเร็จที่ไม่ต้องมีถ้วยรางวัล
คดีที่ทำให้ทนายเหมยรู้สึกอิ่มเอมใจ
ทนายเหมายกล่าวว่า คดีที่ภูมิใจไม่ใช่คดีใหญ่โตแต่คือกรณีที่แรงงานได้รับค่าจ้างหรือค่าชดเชยครบถ้วนตามสิทธิ โดยไม่ถูกต่อรองให้ลดลง รอยยิ้มของแรงงานในวันนั้นคือคำตอบว่าทำไมงานนี้ถึงมีความหมาย ในอีกด้านหนึ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี หรือคดีที่ไม่สามารถช่วยได้เต็มที่ ยังคงเป็นเรื่องที่ค้างอยู่ในใจเสมอ เพราะงานสิทธิฯ ไม่ใช่งานที่วางแล้ววางเลย HRDF ในฐานะที่พึ่ง ไม่ใช่พระเอก ทนายเหมยมองว่างานของ HRDF มีคุณค่าเพราะถ้าไม่มีองค์กรแบบนี้ หลายคดีอาจไม่ได้รับการเยียวยาเลย
“HRDF ไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างแต่เป็นพื้นที่ที่แรงงานข้ามชาติรู้ว่าอย่างน้อยยังมีคนฟัง และยังมีคนพยายามเดินไปกับเขาในระบบที่ซับซ้อน”
สุนิดา ปิยกุลพานิชย์ – ทนายความ HRDF
มองไปข้างหน้า สิทธิแรงงานต้องมากกว่าตัวบทกฎหมาย
สำหรับอนาคตทนายเหมยมองว่า สถานการณ์สิทธิแรงงานดีขึ้นในหลายมิติทั้งในแง่ความเข้าใจของรัฐ และการตื่นรู้ของแรงงานเอง แต่พื้นที่ชายแดนยังเต็มไปด้วยช่องว่างที่กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้ตรงไปตรงมาสิ่งที่จำเป็น คือการผลักดันนโยบายใหม่ ๆ เพื่อปิดช่องโหว่ และทำให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงสิทธิได้จริง เธออยากฝากถึงสังคมไทยว่า แม้ทัศนคติด้านสิทธิมนุษยชนจะดีขึ้น แต่โลกนี้ยังต้องการ ‘ความใจดี’ มากกว่านี้ ไม่ต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง แค่เห็นกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ก็เพียงพอแล้ว

“สิทธิมันมีอยู่ แต่ถ้าพูดไม่ได้ อ่านไม่ออก มันก็เหมือนไม่มี”
โกไซ – เจ้าหน้าที่ล่าม HRDF
เสียงของโกไซจากแรงงานข้ามชาติสู่สะพานเชื่อมความยุติธรรม
เสียงของ ซอหน่อง หรือโกไซ เจ้าหน้าที่ล่ามของ HRDF ที่สำนักงานแม่สอด ไม่ใช่เสียงของคนที่เรียนกฎหมายมาแต่แรก แต่เป็นเสียงของอดีตแรงงานข้ามชาติ ที่เคยถูกกดค่าแรง ถูกปล่อยให้บาดเจ็บ และถูกทำให้เชื่อว่า ความไม่เป็นธรรมคือเรื่องปกติ
จากค่าแรงวันละ 69 บาท สู่คำถามว่าชีวิตเรามีค่าแค่นี้จริงหรือ?
โกไซเข้ามาทำงานในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2007 ที่จังหวัดนครปฐม ในโรงงานผลิตกางเกง ค่าแรงของเขาอยู่ที่ 69–70 บาทต่อวัน แม้จะทำงานล่วงเวลาจนถึงสี่ทุ่มห้าทุ่ม ก็ได้ค่าแรงเพียง 150–170 บาท วันหนึ่ง มือของเขาถูกเครื่องจักรหนีบจนไหม้ สิ่งที่บริษัททำ คือให้เพื่อนร่วมงานพาไปคลินิก ล้างแผลเอง ไม่มีค่าชดเชย ไม่มีคำรับผิดชอบ สิ่งที่ทำให้โกไซตัดสินใจลาออก ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่คือการตระหนักว่า กางเกงที่เขาผลิต ขายราคา 1,400 บาท แต่ชีวิตของเขา กลับไม่มีราคาในสายตานายจ้าง
วันที่รู้ว่าสิทธิ ‘ไม่’ ใช่เรื่องเพ้อฝัน
หลังจากออกจากงาน โกไซพยายามหาองค์กรช่วยเหลือแรงงานในนครปฐม แต่ไม่พบ เขาจึงย้ายไปสมุทรสาคร
และได้รู้จักกับองค์กรที่ในตอนนั้นใช้ชื่อว่า MWJG ซึ่งต่อมาคือ HRDF แม้จะยังต้องทำงานในโรงงานปลากระป๋อง
และยังมีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าจ้างผ่านนายหน้า แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาเริ่ม ได้เรียนรู้เรื่องสิทธิแรงงาน จากการเข้าอบรม
จากการอ่านหนังสือในห้องสมุดเล็ก ๆ ขององค์กร โกไซเริ่มรู้ว่า หลายอย่างที่เขาไม่เคยได้ จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองไว้แล้ว เขาเริ่มเรียน Paralegal (ผู้ช่วยทนายความ) และศึกษากฎหมายแรงงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เพื่อไม่ให้ใครมาหลอกเขาได้อีก
จากแรงงานสู่สะพาน ที่เชื่อมเสียงของคนอื่น
ปี 2014 โกไซเริ่มทำงานกับ MWJG และในปี 2020 เขาเข้ามาเป็น เจ้าหน้าที่ล่ามของ HRDF ที่แม่สอด บทบาทของเขา
ไม่ใช่แค่แปลภาษา แต่คือการเป็นสะพานระหว่างแรงงานข้ามชาติกับเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงาน และกระบวนการยุติธรรม โกไซย้ำเสมอว่า การพูดภาษาไทยไม่ได้ คือกำแพงสำคัญที่สุดที่ทำให้แรงงานเข้าไม่ถึงสิทธิ แม้สิทธินั้นจะมีอยู่จริงก็ตาม
ล่ามที่ต้องยืนอยู่ท่ามกลางความเสี่ยง
การเป็นล่ามช่วยเหลือแรงงาน ไม่ใช่งานปลอดภัยเสมอไป โกไซเคยเผชิญกับนายจ้างที่ก้าวร้าว ข่มขู่แรงงานและล่ามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ในคดีหนึ่งเกี่ยวกับสิทธิประกันสังคม ตัวแทนนายจ้างถึงขั้น วางปืนบนโต๊ะในห้องประชุม เป็นการข่มขู่โดยไม่ต้องพูดคำไหน อีกคดีหนึ่ง นายจ้างแจ้งความเท็จว่าแรงงานใช้ยาเสพติด ทำให้โกไซและแรงงานถูกตำรวจจับกุมทันทีที่ออกจากโรงพยาบาล แม้สุดท้ายจะได้รับการปล่อยตัว แต่นั่นคือครั้งแรกในชีวิต ที่โกไซถูกจับกุมตั้งแต่เข้ามาในประเทศไทย
ล่ามสิทธิฯ ไม่ใช่แค่คนแปลภาษา
โกไซบอกว่าล่ามช่วยเหลือแรงงาน ต่างจากล่ามทั่วไปอย่างสิ้นเชิงมันต้องมีจรรยาบรรณ ต้องเข้าใจบริบทกฎหมาย ต้องรู้ว่าอะไรพูดได้ อะไรพูดแล้วจะทำร้ายแรงงาน ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดคำ แต่คือการปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าในระบบ
ข้อความจากคนที่เคยอยู่ตรงนั้น ถึงแรงงานข้ามชาติ
โกไซอยากบอกว่าเมื่อมาทำงานต่างประเทศ ต้องเคารพกฎหมายเรียนรู้สิทธิของตัวเอง รู้ว่าถูกละเมิดแล้วจะร้องเรียนที่ไหนทำงานสุจริต เก็บเงิน ดูแลครอบครัว และเป็นคนดี ถึงคนไทยเขาอยากให้เข้าใจว่า แรงงานข้ามชาติไม่ได้มาแย่งงาน แต่มาทำงานที่คนไทยไม่ทำ ไม่ต่างจากที่คนไทยไปทำงานต่างประเทศ แรงงานข้ามชาติมีค่าใช้จ่ายมากมาย ถูกหักค่าธรรมเนียม ถูกหักค่าใช้จ่าย และไม่ได้ทำงานฟรีอย่างที่หลายคนเข้าใจ อยากให้มองกันเป็น พี่น้องร่วมสังคม ถ้ามีปัญหา ให้ดูเป็นรายบุคคลไม่เหมารวมทั้งกลุ่มหรือทั้งเชื้อชาติ

“ผมทำงานที่นี่มาเกือบ 15 ปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเรียกว่า การละเมิดสิทธิแรงงาน”
ล่าล่าเท – นักเรียนกฎหมายสิทธิแรงงานข้ามชาติในแม่สอด
จากจักรเย็บผ้าสู่การลุกขึ้นทวงศักดิ์ศรี
ล่าล่าเท วัย 69 ปี อดีตแรงงานเย็บผ้าในโรงงานที่แม่สอด ผู้ถูกกดทับมานานหลายสิบปี วันนี้กลายมาเป็นนักเรียนกฎหมายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ เขาเล่าว่า การทำงานของ HRDF ไม่ได้แค่ให้คำแนะนำทางกฎหมาย แต่ช่วยให้คนทำงานอย่างเขามองเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง และกล้าที่จะลุกขึ้นยืนอย่างมีเสียงของตัวเอง
ชีวิตการทำงานที่ยาวนาน แต่ค่าตอบแทนไม่เคยพอ
ล่าล่าเท เล่าว่า เขาเริ่มทำงานในโรงงานเย็บผ้าตั้งแต่ปี 2006 ทำหน้าที่ QC ตรวจสอบคุณภาพสินค้า ทำงานวันละหลายชั่วโมง ตั้งแต่ 7 โมงเช้า ไปจนถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง หรือบางวันตีสอง โดยไม่เคยรู้ล่วงหน้าว่าจะได้เลิกงานเมื่อไร ค่าจ้างที่ได้รับอยู่เพียงเดือนละ 2,700–3,000 บาท ซึ่งไม่พอแม้แต่จะจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าอาหารในแต่ละเดือน วันหยุดมีเพียง 1 วันหลังวันจ่ายเงิน และไม่มีวันลา วันหยุดตามกฎหมายใด ๆ เมื่อเงินไม่พอ คนงานจำนวนมากจึงต้องกู้เงินจากบริษัทเอง พร้อมดอกเบี้ยสูงถึง 10–20% กลายเป็นวงจรหนี้ที่ไม่มีทางออก
การปกปิด โกหก และฉ้อโกงที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ
ไม่เพียงเท่านั้น โรงงานยังสั่งให้คนงานโกหกผู้ตรวจสอบ โดยต้องตอบว่าตนเองได้รับค่าจ้างวันละ 300–315 บาท และมีวันหยุดตามกฎหมาย หากไม่ทำตาม อาจถูกลดงานหรือกลั่นแกล้ง บริษัทให้พนักงานเปิดบัญชีธนาคาร แต่กลับเก็บสมุดบัญชีและบัตร ATM ไว้เอง เงินเดือนตามกฎหมายถูกโอนเข้าบัญชีจริง แต่บริษัทจะถอนเงินออก แล้วจ่ายให้พนักงานเป็นเงินสดในจำนวนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ตลอดหลายปี โบนัสปีใหม่ที่ได้รับมีเพียง 100 บาท จำนวนเงินที่สะท้อนชัดว่า ศักดิ์ศรีแรงงาน ไม่เคยอยู่ในสมการของโรงงานแห่งนี้
วันที่ความรู้เปิดตา และความกล้าค่อย ๆ เกิดขึ้น
ปลายปี 2020 ถึงต้นปี 2021 ล่าล่าเท ได้รู้จักกับองค์กร HRDF และเริ่มเข้าร่วมการอบรมอย่างต่อเนื่องที่นั่น เขาได้เรียนรู้เรื่องสิทธิแรงงาน กฎหมายแรงงาน ประกันสังคม และสิทธิขั้นพื้นฐานที่แรงงานทุกคนควรได้รับ ตอนนั้นถึงรู้ว่า สิ่งที่เราทนมาตลอด มันไม่ใช่เรื่องปกติ ความรู้ทำให้คนงานเริ่มตระหนัก และพร้อมจะลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิของตนเอง
การถูกเลิกจ้าง และมือที่ยื่นเข้ามาพยุง
เมื่อเสียงเรียกร้องดังขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการเลิกจ้าง คนงานหลายคน รวมถึงล่าล่าเท ผู้นี้ต้องตกงานในวัยที่สังคมมองว่า แก่เกินจะเริ่มใหม่ แต่เขาบอกว่า HRDF ไม่ได้ทิ้งพวกเขาไว้กลางทาง องค์กรเข้ามาสนับสนุนอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การช่วยประสานหางานใหม่กับบริษัทที่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การสนับสนุนค่าเช่าบ้านเป็นเวลา 3 เดือน การจัดหาอาหารแห้งหรือคูปองอาหารให้แรงงานสูงอายุที่ไม่มีรายได้ ไปจนถึงการช่วยดำเนินคดีแรงงานและพาไปยื่นเรื่องต่อศาล นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และสิทธิที่แรงงานควรรู้เมื่อต้องเริ่มงานใหม่
มากกว่าการช่วยเหลือ คือการคืนศักดิ์ศรีความเป็นคน
สำหรับล่าล่าเท HRDF ไม่ได้เป็นแค่องค์กรช่วยเหลือ แต่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต จากแรงงานที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ วันนี้เขารู้ว่าความอยุติธรรมไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน และการลุกขึ้นพูดไม่ใช่ความผิด เรื่องราวของเขา คือเสียงแทนแรงงานอีกมากมายในแม่สอด และทั่วประเทศ ที่ยังคงเผชิญการละเมิดสิทธิในรูปแบบที่ถูกทำให้เงียบงัน และย้ำชัดว่า เมื่อความรู้ไปถึงมือแรงงาน การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นได้จริง
สัมภาษณ์ วีรวัศ ขำคม
เรียบเรียง ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภ




