Press Release: รักไร้พรมแดน – เรื่องราวของ 2 คู่รักต่างสัญชาติ ที่พิสูจน์แล้วว่า “สัญชาติ” ไม่ใช่ข้อจำกัดของความรัก

ในสังคมที่ผู้คนหลากหลายสัญชาติใช้ชีวิตร่วมกัน คำว่า “สัญชาติ” มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวบ่งบอกความแตกต่างอยู่เสมอ แต่เบื้องหลังคำคำเดียวกันนั้น คือชีวิตของคนธรรมดาที่มีความรัก มีครอบครัว และมีความพยายามไม่ต่างจากใคร

เนื่องในวันวาเลนไทน์ วันที่หลายคนเฉลิมฉลองความรักในรูปแบบต่าง ๆ เราขอชวนทุกคนมองความรักอีกมุมหนึ่ง ความรักที่อาจไม่ได้หวือหวา แต่เติบโตจากความเข้าใจ ความรับผิดชอบ และการดูแลกันในชีวิตประจำวัน

เรื่องราวของทั้งสองครอบครัวต่อไปนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำประกาศยิ่งใหญ่ หากเริ่มจากการทำงานหนัก จากการพบกันโดยบังเอิญ และจากการกระทำเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ สร้างความผูกพันขึ้นมา พวกเขาไม่ได้ขออภิสิทธิ์พิเศษใด ๆ เพียงแค่ต้องการมีพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และได้รับการมองเห็นในฐานะ “ครอบครัว” เช่นเดียวกับคนอื่น

บางครั้ง ความเข้าใจอาจเริ่มต้นได้จากการรับฟัง เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวของกันและกัน ความแตกต่างที่เคยมองว่าเป็นกำแพง อาจกลายเป็นเพียงรายละเอียดหนึ่งของชีวิต และทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ความรักและความรับผิดชอบต่อครอบครัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรมแดนหรือหนังสือเดินทาง แต่อยู่ที่การกระทำและความตั้งใจของคนสองคนที่เลือกจะดูแลกันในทุกวัน


เรื่องราวของจอ หญิงข้ามชาติผู้มีสามีเป็นคนไทย และพิสูจน์แล้วว่า ความรักไม่เคยขึ้นอยู่กับสัญชาติ

​​จุดเริ่มต้นของความรัก

พี่จอแต่งงานกับสามีที่เป็นคนไทย มีลูกด้วยกัน 3 คน และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ถ้าย้อนกลับไปตอนเริ่มต้น ความรักของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากการจีบกันหวือหวา หรือการสื่อสารหวานๆ เหมือนในละคร แต่เริ่มจากชีวิตแรงงานธรรมดาในโรงงานเย็บผ้า และเริ่มจาก “ความไม่รู้จักกัน” เพราะตอนนั้นพี่จอเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ยังพูดภาษาไทยไม่ได้เลย ส่วนฝ่ายชายก็ทำงานอยู่ที่เดียวกัน ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ที่พักก็แยกเป็นแคมป์แรงงานหญิงกับแคมป์แรงงานชาย เจอกันก็เห็นกันผ่านๆ ไม่ได้ทัก ไม่ได้คุย เพราะต่อให้จะอยากคุยก็ไม่รู้จะคุยยังไง คนละภาษา คนละโลกในวันนั้น

แต่ความบังเอิญเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ กลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สองคนเริ่มมีเรื่องให้จำกันได้ พี่จอเล่าว่าเจอกันจริงๆ ครั้งแรกตอนเล่นปิงปองกัน ฝ่ายชายตีลูกปิงปองพลาด ลูกปิงปองดันไปตกอยู่ในห้องพี่จอ พี่จอก็เลยแกล้งพูดแบบขำๆ ว่า “ถ้าอยากได้ลูกปิงปองก็จ่ายมา 10 บาท” ซึ่งฝ่ายชายคิดว่าไม่คุ้มที่จะจ่าย 10 บาทเพื่อแค่ลูกปิงปองลูกเดียว เขาเลยไม่ยอมจ่ายในวันนั้น แล้วค่อยมาขอลูกปิงปองใหม่อีกวัน เรื่องเล็กนิดเดียว แต่มันทำให้เริ่มมี “การกลับมาเจอกันอีกครั้ง” และการมีคนกลางอย่างแม่บ้านในโรงงานที่กลายเป็นแม่สื่อ ช่วยให้ทั้งสองคนเริ่มรู้จักกันมากขึ้น

การเริ่มต้นความสัมพันธ์

ตอนเริ่มคบกัน พี่จอบอกว่าทั้งคู่ไม่ได้คิดเลยว่าจะมีเรื่อง “สัญชาติ” เข้ามาเกี่ยวข้อง พวกเขามองตัวเองเป็นคู่รักคู่หนึ่งที่ต่างคนต่างทำงาน หาเช้ากินค่ำ และพยายามประคองชีวิตให้ผ่านแต่ละวันไปให้ได้ สิ่งที่ทั้งคู่กังวลจริงๆ ในตอนนั้นไม่ใช่ว่าจะคบข้ามชาติได้ไหม แต่คือ “คุยกันรู้เรื่องไหม” เพราะต่างคนต่างภาษา ช่วงแรกแทบสื่อสารกันไม่ได้ แต่พออยู่ด้วยกันนานๆ เข้า คำที่ไม่รู้ก็เริ่มรู้ ท่าทางที่เคยไม่เข้าใจก็เริ่มเดาออก จากที่พูดกันไม่รู้เรื่องก็เริ่มคุยกันได้มากขึ้น และสุดท้ายความสัมพันธ์ก็เดินต่อไปได้ด้วยความพยายามของทั้งสองฝ่าย

พี่จอบอกว่า ช่วงที่เริ่มรู้สึกว่า “คนนี้แหละที่จะใช้ชีวิตไปด้วยกัน” ไม่ได้เกิดขึ้นตอนที่เป็นแฟนกันอย่างเป็นทางการแล้วด้วยซ้ำ แต่เกิดขึ้นตอนที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันชัดเจน ตอนนั้นสามีของพี่จอทำงานเป็นคนขับรถส่งของ เลิกงานแล้วเขาซื้ออาหารไปฝากไว้ที่ป้อมยาม แล้วบอกแม่บ้านในโรงงานว่า ถ้าพี่จอเลิกงานตอนเย็นให้ไปเอาอาหารที่ฝากไว้ ตอนพี่จอได้รู้เรื่องนี้ เธอรู้สึกได้ทันทีว่า ผู้ชายคนนี้ “คิดถึงเราในแบบคนที่อยากดูแล” เป็นการดูแลที่ไม่ได้พูดเยอะ ไม่ได้ต้องมีคำหวานมากมาย แต่เป็นการกระทำที่ทำให้เธอมั่นใจอย่างประหลาดว่า ถ้าต้องใช้ชีวิตกับใครสักคน เธออยากใช้ชีวิตกับคนแบบนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มาอยู่ด้วยกันจริงๆ พี่จอบอกว่าชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคนสองคนมาจากพื้นหลังคนละแบบ นอกจากภาษาแล้ว ความต่างที่ต้องปรับกันทุกวันคือเรื่องวัฒนธรรม วัฒนธรรมของพี่จอค่อนข้างเข้มงวดและละเอียดอ่อน มีรายละเอียดในความคิดและการใช้ชีวิตเยอะ แต่ทางสามีกลับไม่ได้ละเอียดอ่อนเท่านั้น เพราะเขาไม่ได้เติบโตมากับพ่อแม่ ทำให้บางอย่างเขาไม่คุ้นกับความ “ต้องใส่ใจ” แบบที่พี่จอคุ้นชิน เมื่อสองคนมาอยู่ร่วมกัน มันจึงไม่ใช่แค่การรักกัน แต่คือการเรียนรู้กันใหม่แทบทุกเรื่อง พี่จอพูดตรงๆ ว่า เรื่องที่คนอื่นมองว่าเล็กน้อยหรือเป็นเรื่องง่าย สำหรับเธอแล้ว “ไม่ง่ายเลย” เพราะมันคือการใช้ชีวิตคู่ที่ต้องอดทน ต้องอธิบาย ต้องทำความเข้าใจ และต้องยอมปรับเข้าหากันตลอดเวลา

ความท้าทายจากสังคม

สิ่งที่ทำให้ยากขึ้นไปอีกไม่ใช่แค่เรื่องในบ้าน แต่เป็นเรื่อง “สายตาคนนอก” พี่จอเล่าว่ามีทัศนคติจากคนรอบข้างที่มองว่า สามีของเธอ “ได้แฟนเป็นคนพม่า” บางคำพูดเหมือนพูดผ่านๆ แต่พอคนที่เป็นภรรยาได้ยิน มันก็เจ็บแบบจี๊ดขึ้นมาในใจทันที แม้พี่จอจะบอกว่าตัวเองไม่ได้คิดอะไรกับสัญชาติ ไม่ได้รู้สึกว่าสัญชาติเป็นปัญหา แต่แค่ได้ยินคำพูดแบบนั้นก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ทำไมความเป็นคนถึงถูกตัดสินจากป้ายคำนี้ได้ง่ายขนาดนั้น เธอยังเคยไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสามีจะรู้สึกอย่างไรเวลามีคนพูดถึงภรรยาเขาแบบนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตคือ สามีไม่ค่อยแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ ไม่ได้ไปเถียง ไม่ได้ไปทะเลาะกับใคร ความเงียบของเขาอาจไม่ใช่ความยอมรับ แต่อาจเป็นวิธีปกป้องครอบครัวในแบบของเขา หรืออาจเป็นเพราะเขาเชื่อว่าชีวิตจริงมันพิสูจน์ได้ด้วยการใช้ชีวิตมากกว่าการเถียงกับคำพูดคน

ในฝั่งญาติพี่น้องของสามี พี่จอบอกว่ากลับไม่ได้มีการรังเกียจกันเรื่องชาติไหนเลย ญาติฝั่งนั้นพูดชัดเจนว่า ไม่ว่าจะใครที่เข้ามาเป็นคนในครอบครัว แต่งงานแล้วไม่ใช่ว่าจะมารอให้ฝ่ายชายเลี้ยงอย่างเดียว ทุกคนต้องช่วยกันทำมาหากิน ต้องช่วยกันสร้างชีวิต ครอบครัวถึงจะเดินไปได้ พี่จอเข้าใจและยอมรับมุมมองนั้น เพราะในความจริงเธอก็ทำงานของเธอ สามีก็ทำงานของเขา ทั้งคู่ไม่ได้สร้างชีวิตด้วยการพึ่งพาอีกฝ่ายอย่างเดียว

แต่ถึงจะมีคนในครอบครัวที่เข้าใจ ชีวิตจริงก็ยังมีเสียงจากคนรอบข้างที่มองไม่ดีอยู่เสมอ พี่จอบอกว่าเคยรู้สึกเหมือนบางคนคิดว่าเธอ “เกาะสามีกิน” หรือเข้ามาเพื่ออะไรบางอย่างมากกว่าความรัก ทำให้เธอตั้งคำถามว่า ในฐานะคนที่ชีวิตถูกตีตราด้วยคำว่าสัญชาติ เธอต้องพยายามมากกว่าคนอื่นไหม ต้องอธิบายให้รัฐหรือสังคมฟังไหม พี่จอตอบว่า เธอพยายามทำให้รัฐและสังคมเห็นว่า ครอบครัวของเธอก็เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น มีสามีภรรยา มีลูก และทำมาหากินสุจริต เธอพยายามใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป พยายามเข้าสังคมคนไทย ทำให้เห็นว่าเราอยู่ร่วมกันได้ เราไม่ได้เป็นภัย ไม่ได้เป็นภาระ และไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

สำหรับพี่จอ เธออยากให้คนเลิกใช้ “สัญชาติ” มาเป็นข้อก้างขวางคอระหว่างรัฐกับคน หรือระหว่างสังคมกับครอบครัวหนึ่งครอบครัว เธอบอกว่าเรื่องสัญชาติอาจเอาไว้ก่อนก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องมองที่การกระทำของครอบครัวนั้นมากกว่า ว่าครอบครัวนี้สร้างความเดือดร้อนให้สังคมหรือไม่ ถ้าไม่ได้สร้างความเดือดร้อน ถ้าเป็นครอบครัวธรรมดาที่ทำมาหากินและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ก็ไม่ควรถูกตีกรอบด้วยคำว่าเป็นคนนอกเพียงเพราะสัญชาติ ถ้าไม่มีเส้นแบ่งนี้ เธอเชื่อว่าการอยู่ร่วมกันจะดีขึ้นมาก

เมื่อถามถึงวันที่เหนื่อยหรือท้อ อะไรทำให้เธอและสามีจับมือกันไปต่อ พี่จอตอบด้วยความหนักแน่นว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ทั้งสองคนต้องแยกจากกัน ครอบครัวของเธอก็เหมือนครอบครัวคนอื่นทั่วไป มีชีวิต มีงาน มีลูก มีปัญหา มีความสุข มีเรื่องให้เรียนรู้กันไป และถ้าชีวิตของเธอกับสามียังไปกันได้ ความสัมพันธ์ยังดูแลกันได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเลิกกัน เธอไม่เชื่อว่าความรักที่ผ่านการพิสูจน์มาด้วยเวลาและการใช้ชีวิตจริง จะต้องแพ้ให้กับคำพูดหรืออคติจากคนนอก

มุมมองต่อความรัก

ในมุมของความรัก พี่จอบอกว่า ความรักอธิบายยาก มันไม่ใช่สิ่งที่บอกเป็นนิยามได้ง่ายๆ แต่เธอเชื่อว่าความรักอยู่ลึกๆ ในหัวใจ เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ และไม่ว่าจะชาติไหน มนุษย์ก็มีความรู้สึกเหมือนกัน เธอไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมต้องแบ่งแยกกัน ทำไมต้องมีเส้นบางๆ มากั้นระหว่างคนสองคนที่รักกัน เธอเชื่อว่าความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรมแดน

และถ้ามีคนพูดว่า “ความรักอย่างเดียวอยู่ด้วยกันไม่ได้” พี่จอมองว่า หากเรารู้จักคำว่ารักจริงๆ ความรักที่บริสุทธิ์ไม่ใช่ความรักที่เอามาเป็นของตัวเองเพื่อครอบครองอีกฝ่าย แต่เป็นความรักที่ทำให้คนสองคนอยู่ด้วยกันอย่างเคารพกัน ดูแลกัน เติมเต็มกัน และไปด้วยกัน ไม่ใช่คนหนึ่งเป็นผู้นำ อีกคนเป็นผู้ตาม แต่คือการเดินพร้อมกัน

พี่จอบอกว่า “ครอบครัว” สำหรับเธอหมายถึงคนที่อยู่ร่วมกัน เติมเต็มกัน ช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยามสุข ไม่สบายก็ดูแลกัน และไม่ทอดทิ้งกันด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นเหตุ เธอเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ และเป็นแก่นสำคัญของชีวิตคู่มากกว่าสิ่งอื่นใด

ท้ายที่สุด หากโลกใบนี้ไม่มีพรมแดน พี่จออยากบอกทุกคนว่า ถ้าไม่มีเส้นแบ่งจากสัญชาติมาเกี่ยว เธอมองว่าความรักเกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ ตั้งแต่เด็กจนผู้ใหญ่ แม้กระทั่งเด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกก็ยังมีความรักรูปแบบหนึ่งแล้ว เพราะความรักไม่ได้มีแค่ความรักแบบแฟนเท่านั้น แต่มีความรักแบบพี่น้อง แบบเพื่อน แบบพ่อแม่ แบบลูก ความรักเป็นสิ่งบริสุทธิ์อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่ควรเอาสัญชาติมาเป็นข้อห้าม หรือใช้เป็นเส้นแบ่งมาขวางกั้นความรักของมนุษย์


เรื่องราวของพี่ฝนและพี่สม ภรรยาชาวไทยผู้มีสามีเป็นแรงงานข้ามชาติ และใช้ชีวิตคู่ท่ามกลางความแตกต่างทางสัญชาติกว่า 20 ปี

พี่ฝนและพี่สมคบหาดูใจกันมานานกว่า 20 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน พี่ฝนเป็นคนไทย ส่วนพี่สมเป็นคนไทใหญ่ เรื่องราวความรักของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นที่ชายแดน ในช่วงเวลาที่ทั้งสองคนยังอาศัยอยู่แถบชายแดนเหมือนกัน และอยู่หมู่บ้านเดียวกันด้วยซ้ำ

​​จุดเริ่มต้นของความรัก

ครั้งแรกที่เจอกัน พี่ฝนจำได้ว่าเป็นช่วงที่วัดในหมู่บ้านมีงานประจำปี บรรยากาศวันนั้นไม่ได้เป็นฉากรักโรแมนติกอะไร ทั้งคู่เจอกันแบบรู้จักกันตามปกติ ยังไม่ได้ถึงขั้น “ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น” เป็นเพียงการรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนในพื้นที่เดียวกันเท่านั้น แต่ความใกล้ชิดค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อยจากชีวิตประจำวัน พี่ฝนในตอนนั้นเปิดร้านขายของ ส่วนพี่สมแวะมาซื้อของที่ร้านพอดี การพบกันซ้ำๆ ทำให้เริ่มคุ้นหน้า คุ้นนิสัย และจากความคุ้นเคยนั้นเองกลายเป็นจังหวะที่ทำให้ความสัมพันธ์ค่อยๆ ก้าวไปอีกขั้น

พี่ฝนเล่าว่า คนที่เริ่มก่อนคือเธอเอง เธอเป็นฝ่ายเข้าไปจีบพี่สมก่อน จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มไปมาหาสู่กันมากขึ้น พอได้พูดคุย ได้ใช้เวลาร่วมกัน จึงรู้ใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากความหวือหวา แต่เริ่มจากความสม่ำเสมอและความจริงใจที่สะสมทีละวัน

หลังจากพี่ฝนคลอดลูกได้ไม่นาน ทั้งคู่ตัดสินใจย้ายมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ และอยู่ที่นี่มาแล้วกว่า 20 ปี และทั้งสองยอมรับว่าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า “เรื่องสัญชาติ” จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตคู่ จนกระทั่งย้ายมาอยู่เชียงใหม่จึงค่อยๆ เห็นชัดว่าสัญชาติมีผลมากต่อการใช้ชีวิตในสังคมไทย ทั้งเรื่องการเดินทาง การทำธุระ การเข้าถึงสิทธิ และความสะดวกในการดำเนินชีวิตในหลายด้าน

ในช่วงที่พี่ฝนทำงานอยู่เชียงใหม่ ครอบครัวของพี่ฝนที่บ้านมักให้เธอกลับไปเยี่ยม และยังพูดถึงพี่สมอยู่บ่อยๆ ทำให้พี่ฝนยิ่งเห็นความสำคัญของพี่สมในสายตาครอบครัว พี่สมไม่ใช่แค่ “คนรักของพี่ฝน” แต่เป็นคนที่ครอบครัวของพี่ฝนรักและยอมรับอย่างมาก นั่นเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้พี่ฝนมั่นใจว่า “คนนี้แหละ” คือคนที่จะใช้ชีวิตร่วมกันไปตลอด

ข้อได้เปรียบของทั้งคู่คือการมาจากหมู่บ้านเดียวกัน และสื่อสารกันรู้เรื่องตั้งแต่แรก เพราะใช้ภาษาเดียวกัน จึงแทบไม่ต้องปรับเรื่องภาษาเลย แต่สิ่งที่ต้องปรับจริงๆ กลับเป็นการปรับตัวหลังย้ายมาอยู่เชียงใหม่มากกว่า อย่างไรก็ตาม พี่ฝนบอกว่าชีวิตคู่ของเธอกับพี่สมไม่ได้มี “เรื่องที่คนอื่นมองว่าง่ายแต่เรากลับมองว่ายาก” ชัดๆ แบบนั้น เพราะทั้งสองคนคุยกันตลอด หากมีเรื่องไม่เข้าใจก็รีบปรับความเข้าใจกัน ไม่ปล่อยให้ค้างคา พี่ฝนมองว่าชีวิตคู่ของเธอ “ง่าย” ในความหมายของการที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันและกัน และเลือกจะสื่อสารกันสม่ำเสมอ จึงไม่รู้สึกว่าต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ

พี่ฝนยังเล่าว่าเธอมักพูดกับคนรอบตัวเสมอว่า “พี่สมเป็นคนดี” และดีมากในสายตาของเธอ หากกฎหมายหรือระบบต่างๆ เป็นมิตรกับชีวิตมากกว่านี้ เธออยากให้สามีได้สัญชาติไทยเหมือนกับเธอ เพื่อให้การใช้ชีวิต “ไปไหนมาไหน” หรือทำธุระต่างๆ สะดวกขึ้น ไม่ต้องติดข้อจำกัดที่ทำให้ชีวิตยากโดยไม่จำเป็น

การพึ่งพาและสนับสนุนกัน

ในวันที่ชีวิตคู่เหนื่อยหรือมีช่วงท้อ พี่ฝนบอกว่ายังมีพี่สมที่คอยจับมืออยู่ตลอด และทั้งคู่มองว่าชีวิตของพวกเขาไม่ได้แย่อย่างที่บางคนคิด เพราะยังมีอีกหลายครอบครัวที่ลำบากกว่า สิ่งนี้ทำให้ทั้งสองคนยิ่งเห็นคุณค่าในสิ่งที่มี และเลือกจะประคองกันไปต่อ

เมื่อมีคนพูดกับพวกเขาว่า “ความรักอย่างเดียวไม่พอ” พี่ฝนกับพี่สมอยากบอกว่า เรื่องสำคัญคือความเข้าใจกัน ต้องรู้ใจซึ่งกันและกัน และอย่าปล่อยให้เรื่องเล็กๆ กลายเป็นชนวนให้ทะเลาะกัน เพราะชีวิตคู่ไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการรักษากันไว้ในทุกวัน

ส่วนคำถามเชิงอุดมคติว่า “ถ้าโลกนี้ไม่มีสัญชาติหรือไม่มีเรื่องรัฐเข้ามาเกี่ยว” ทั้งคู่มองในแบบของชีวิตจริงว่า ต่อให้ไม่อยากให้มีข้อจำกัด สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องมีตัวตน มีวันเดือนปีเกิด และไม่ว่าไปที่ไหน ทุกคนก็ต้องมีสัญชาติอยู่ดี เพียงแต่พี่ฝนอยากให้ระบบและกฎหมายทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เป็นธรรมขึ้น และไม่ทำให้ครอบครัวต้องลำบากจากเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นคนดีหรือการใช้ชีวิตสุจริต

สำหรับพี่ฝนและพี่สม “ครอบครัว” หมายถึงความอบอุ่น และการเป็นพื้นที่ที่สามารถปรึกษากันได้ เป็นที่ที่กลับมาแล้วสบายใจ และมีคนที่พร้อมรับฟังกันจริงๆ

สิ่งที่อยากจะบอก

ท้ายที่สุด ทั้งคู่ฝากข้อความถึงคนที่กำลังรับชมว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์ อยากให้ทุกคนรักกันมากๆ แต่ความรักไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยช่อดอกไม้ใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะการบอกรักครอบครัวควรทำได้ทุกวัน ไม่ใช่เฉพาะวันวาเลนไทน์ สำหรับพี่ฝน ความรักไม่ได้อยู่แค่ “ดอกไม้” แต่อยู่ในทุกการกระทำเล็กๆ ที่อีกฝ่ายทำให้กันในชีวิตประจำวัน ซึ่งต่างหากคือสิ่งที่บอกความรักได้ชัดเจนและอยู่ได้นานที่สุด

คู่รักเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อสังคมเปิดใจและให้โอกาส ครอบครัวข้ามวัฒนธรรมก็สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ได้เป็นภาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีคุณค่าและมีส่วนสร้างสรรค์สังคม

สัมภาษณ์และถ่ายภาพ
โนรี ชนาวีร

เรียบเรียง
โนรี ชนาวีร และวีรวัศ ขำคม


RELATED POSTS