ใบแจ้งข่าว: เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สำนักงานสาขาจังหวัดสมุทรสาคร (HRDF)ให้ความช่วยเหลือลูกจ้างโรงงานเฟอร์นิเจอร์ จำนวน 98 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากการย้ายสถานประกอบกิจการโดยทนายความยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ทำให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงเงินช่วยเหลือจากนายจ้างเป็นจำนวน 2.9 ล้านบาท

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (LRF) ได้ประสานงานและส่งต่อกรณีคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้ออกคำสั่งให้ นาย MR. MYINT THU กับพวกรวม 107 คน แบ่งเป็นแรงงานชาวเมียนมา จำนวน 105 คน และแรงงานชาวลาว จำนวน 2 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างชายและหญิงของโรงงานผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร

กรณีดังกล่าวเกิดจากลูกจ้างได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ว่านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย อย่างไรก็ตาม คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานระบุว่า ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และได้ส่งเรื่องมายังมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา สำนักงานสาขาจังหวัดสมุทรสาคร (HRDF) เพื่อดำเนินการทางกฎหมายในกระบวนการชั้นศาล ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ได้รับจากลูกจ้าง ทนายความของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาจึงได้ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ต่อศาลแรงงานภาค 7 จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมีลูกจ้างที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและประสงค์จะยื่นฟ้องเพิกถอน จำนวน 98 คน เป็นโจทก์ ร่วมกันยื่นฟ้องพนักงานตรวจแรงงานเป็นจำเลยที่ 1 และนายจ้างเป็นจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกร้องค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยตามอายุงาน เป็นเงินรวมจำนวน 3,621,978 บาท

สาเหตุของคดีนี้เกิดจากบริษัทนายจ้างได้ประกาศแจ้งให้พนักงานทุกคนย้ายไปปฏิบัติงาน ณ โรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรี โดยกำหนดให้เริ่มย้ายในสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน 2568 และระบุว่า หากไม่สามารถย้ายไปปฏิบัติงานที่โรงงานใหม่ได้ ให้แจ้งฝ่ายบุคคล อย่างไรก็ตาม นาย MR. MYINT THU กับพวกรวม 107 คน ไม่ประสงค์จะย้ายไปทำงาน ณ สถานที่ใหม่

ฝ่ายลูกจ้างอ้างว่า ประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัดและสถานที่ตั้งที่ชัดเจนของโรงงานใหม่ในจังหวัดชลบุรี อีกทั้งลูกจ้างหลายรายมีครอบครัวพำนักอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร จึงไม่ประสงค์ย้าย และเข้าใจว่านายจ้างได้เลิกจ้างแล้ว ขณะที่ฝ่ายนายจ้างอ้างว่า มิได้เป็นการเลิกจ้าง เนื่องจากได้ประกาศให้ลูกจ้างย้ายไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่ และได้สำรวจรายชื่อลูกจ้างแล้ว แต่ นาย MR. MYINT THU กับพวกรวม 107 คน ไม่ลงชื่อและแจ้งว่าไม่ประสงค์จะย้ายไปทำงาน

ด้านพนักงานตรวจแรงงานมีความเห็นว่า การแจ้งความประสงค์ของลูกจ้างว่าจะไม่ไปทำงานที่จังหวัดชลบุรีเป็นเพียงการแจ้งด้วยวาจา มิได้มีการแจ้งเป็นหนังสือ อีกทั้งนายจ้างได้แจ้งการย้ายสถานประกอบกิจการให้ทราบล่วงหน้าเกินกว่า 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษและค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ต่อมา เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ศาลแรงงานภาค 7 ได้นัดไกล่เกลี่ยคดี โดยมีลูกจ้างซึ่งเป็นโจทก์ผู้รับแต่งตั้งและโจทก์รวม จำนวน 7 คน ทนายความโจทก์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ HRDF พร้อมด้วยล่าม รวมทั้งผู้รับมอบอำนาจจากนายจ้างและทนายความของนายจ้าง เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยต่อศาลและผู้ประนอม ผลการไกล่เกลี่ยปรากฏว่า คดีสามารถตกลงกันได้ โดยนายจ้างซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ยินยอมจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์ทั้ง 98 คน รวมเป็นเงินจำนวน 2,900,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็น 3 งวด ดังนี้

  • งวดที่ 1 จำนวน 966,666 บาท ชำระภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
  • งวดที่ 2 จำนวน 966,666 บาท ชำระภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2568
  • งวดที่ 3 จำนวน 966,666 บาท ชำระภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2568


โดยชำระด้วยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีของทนายความฝ่ายโจทก์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งนี้ นายจ้างได้ดำเนินการโอนเงินครบถ้วนก่อนกำหนดตามสัญญา จากนั้นทนายความได้โอนเงินมายังบัญชีของเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่มูลนิธิ HRDF ได้ดำเนินการถอนเงินและมอบเงินตามสิทธิของแต่ละบุคคลให้แก่ลูกจ้างทั้ง 98 คน รวมเป็นเงินจำนวน 2,900,000 บาท ครบถ้วนแล้ว

จากกรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 120 มีสาระสำคัญดังนี้

วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างซึ่งประสงค์จะย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่ ต้องปิดประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างเปิดเผย และให้ลูกจ้างสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ติดต่อกันเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนย้ายสถานประกอบกิจการ

วรรคสอง หากนายจ้างไม่ปิดประกาศแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างที่ไม่ประสงค์จะไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่

วรรคสาม หากลูกจ้างเห็นว่า การย้ายสถานประกอบกิจการมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว และไม่ประสงค์จะไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่ ลูกจ้างต้องแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปิดประกาศ และให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118

ทั้งนี้ กรณีแรงงานข้ามชาติมีข้อจำกัดด้านภาษา นายจ้างควรจัดทำประกาศเป็นภาษาต้นทางของลูกจ้าง เพื่อให้ลูกจ้างสามารถอ่านและเข้าใจได้อย่างแท้จริง อีกทั้งในการแจ้งความประสงค์เป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายจ้าง ลูกจ้างบางรายอาจมีข้อจำกัดด้านการเขียน อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ นายจ้างได้มีการจัดทำแบบสำรวจเป็นหนังสือ เพื่อสอบถามข้อมูลจากฝ่ายลูกจ้างว่าประสงค์จะย้ายสถานที่ทำงานหรือไม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อนายจ้าง และนายจ้างย่อมทราบถึงความประสงค์ของลูกจ้างแล้ว

นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนของวันเริ่มต้นการปิดประกาศ ซึ่งเป็นภาษาไทยและไม่ได้แปลเป็นภาษาของประเทศต้นทางของลูกจ้างทันที ทำให้การนับระยะเวลาตามกฎหมายเป็นปัญหา เมื่อลูกจ้างได้เดินทางไปยังหน้าโรงงาน แต่ปรากฏว่าประตูโรงงานปิด และโจทก์กับพวกรวม 107 คน ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในโรงงาน โดยได้รับแจ้งว่าอนุญาตเฉพาะเจ้าหน้าที่คนไทยและแรงงานเมียนมาที่ประสงค์จะไปทำงานในจังหวัดชลบุรีเท่านั้น โจทก์กับพวกรวม 107 คน จึงเข้าใจว่าตนถูกเลิกจ้าง จึงไปร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานนั่นเอง


ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม : มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF)

  • นางสาวคอรีเยาะ มานุแช                      ทนายความ
  • ว่าที่ ร.ต.วัชรวิชญ์ วุฒิพัชระพัชร์              ทนายความ
  • นางสาวเอ มา โช                                ผู้ประสานงาน
    โทรศัพท์ 094-964-4594


การเคลื่อนไหวร่วมกันและการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้แรงงานสามารถรักษาสิทธิของตนเองได้ มูลนิธิฯ ขอขอบคุณแรงงานทุกคนที่ไว้วางใจให้เราร่วมเดินเคียงข้างในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือแรงงานข้ามชาติ เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเสมอภาค

เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมติดตาม สนับสนุน และเผยแพร่ข่าวนี้ เพื่อให้เรื่องราวของแรงงานที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองถูกส่งต่อไปยังสังคมในวงกว้าง และเป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการเคารพสิทธิแรงงานอย่างแท้จริง

เพราะสิทธิแรงงาน คือสิทธิของมนุษย์ทุกคน

#RightsForAll #แรงงานต้องมีศักดิ์ศรี #มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา