เมื่อความตายจากที่ทำงานไม่ได้รับการเยียวยา: บทเรียนจากคดีแรงงานข้ามชาติที่ต้องสู้5 ปีเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐาน

This post is also available in: English

Photo 1 แถลงข่าวหน้าศาลแรงงานภาค 5 เชียงใหม่อ่านคำสั่งศาลฎีกาไม่รับฎีกาของประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ยืนยันสิทธิทายาทแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากการทำงานให้ได้รับเงินทดแทน เมื่อ 16 มีนาคม 2569

คำสั่งศาลครั้งนี้คือความเป็นธรรมที่ครอบครัวรอคอย หลังจากต้องต่อสู้คดียาวนานกว่า 5 ปี
อ่องจิ่ง ภรรยาและทายาทของผู้เสียชีวิต


เมื่อแรงงานคนหนึ่งเสียชีวิตจากการทำงาน สิ่งที่ควรเกิดขึ้นทันทีคือการเยียวยา ไม่ใช่การต่อสู้ในศาลยาวนานหลายปี

แต่ในคดีนี้ ครอบครัวของแรงงานข้ามชาติต้องใช้เวลากว่า 5 ปี เพื่อพิสูจน์สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง

ศาลแรงงานภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในคดีที่สำนักงานประกันสังคมและคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเป็นจำเลย หลังแรงงานข้ามชาติยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งปฏิเสธสิทธิเงินทดแทนกรณีเสียชีวิตจากการทำงาน (อ่านต่อ https://hrdfoundation.org/?p=8322)

คดีนี้เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2563 โดยทายาทต่อสู้ทางกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง จนศาลแรงงานและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ชนะคดี อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐได้ยื่นขอฎีกา ขณะที่ทายาทยืนยันว่าการปฏิเสธสิทธิเป็นการละเมิดสิทธิของลูกจ้าง

ระบบไม่ทำงาน แรงงานจ่ายด้วยชีวิต ครอบครัวจ่ายด้วยความลำบาก

Photo 2 แถลงข่าวหน้าศาลแรงงานภาค 5 เชียงใหม่อ่านคำสั่งศาลฎีกาไม่รับฎีกาของประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ยืนยันสิทธิทายาทแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากการทำงานให้ได้รับเงินทดแทน เมื่อ 16 มีนาคม 2569

หลังสามีเสียชีวิต เราไม่ได้รับการเยียวยาจากระบบ ต้องพยายามหาทางดูแลครอบครัวกันเอง
— อ่องจิ่ง


หลังการเสียชีวิต ครอบครัวของอ่องจิ่งไม่ได้รับการเยียวยาจากระบบ มีเพียงเงินช่วยเหลือเล็กน้อยจากเพื่อนร่วมงาน ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้กรณีเสียชีวิตจากการทำงาน ทายาทมีสิทธิได้รับเงินทดแทน เธอในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร ได้ยื่นขอรับเงินจากกองทุนเงินทดแทน แต่แม้จะได้รับแจ้งว่ามีสิทธิได้รับเงินกว่า 750,000 บาท กลับถูกปฏิเสธไม่ให้รับจากกองทุน โดยให้เหตุผลว่านายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนและไม่ได้นำส่งเงินสมทบ สิทธิที่ควรเกิดขึ้นทันที กลับต้องรอการพิสูจน์ในศาล

ช่วงที่รอคดี มันยากมาก ไม่รู้ว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ก็ต้องสู้ต่อ
— อ่องจิ่ง

ขณะเดียวกัน นายจ้างยังปฏิเสธความเป็นนายจ้าง โดยอ้างว่าแรงงานเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมา ทำให้ครอบครัวต้องเผชิญการต่อสู้ทางกฎหมายหลายด้านพร้อมกัน

ไม่ขึ้นทะเบียนไม่ใช่เหตุให้ตัดสิทธิ ศาลฎีกาย้ำกองทุนต้องจ่าย เหตุเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว

Photo 3 ภาพจากประชาไท นางหนุ่ม ไหมแสง แรงงานข้ามชาติชาวไทใหญ่ เมื่อครั้งเดินทางไปศาลปกครอง จ.เชียงใหม่ เมื่อ 11 เม.ย. 51 เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จ.เชียงใหม่ ให้มีการเพิกถอนหนังสือเวียนของสำนักงานประกันสังคมเลขที่ รส.0711/ว 751 ลงวันที่ 25 ต.ค. 2544)

แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม กองทุนเงินทดแทนก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชย เพราะศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า การไม่ได้ขึ้นทะเบียนไม่ใช่เหตุให้ตัดสิทธิของลูกจ้างหรือครอบครัว กองทุนมีหน้าที่เยียวยาโดยตรง
—ปสุตา ชื้นขจร


ทนายปสุตา ยังย้ำว่าก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาในลักษณะเดียวกันมาแล้ว คดีนางหนุ่ม ไหมแสง ศาลฎีกาย้ำชัดว่าแม้ไม่ขึ้นทะเบียนหรือนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบ แรงงานก็ยังมีสิทธิรับเงินทดแทนโดยตรง สะท้อนว่าระบบยังบังคับให้แรงงานต้องสู้คดีเพื่อสิทธิพื้นฐานของตนเอง โดยศาลฎีการะบุชัดว่า แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม กองทุนเงินทดแทนก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้ โดยไม่ต้องพิจารณาเรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นเงื่อนไข

ในคดีนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาของฝ่ายจำเลยทั้งสามหน่วยงาน เนื่องจากเป็นประเด็นที่เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้ว ส่งผลให้คำตัดสินก่อนหน้ามีผลบังคับใช้ และครอบครัวลูกจ้างสามารถเข้ารับเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมได้

นอกจากชัยชนะในคดีเฉพาะรายแล้ว ทางมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) ยังตั้งคำถามเชิงนโยบายต่อสำนักงานประกันสังคมว่า เหตุใดกรณีลักษณะนี้ยังคงต้องเข้าสู่กระบวนการศาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่มีบรรทัดฐานทางกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว และเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิได้โดยไม่ต้องต่อสู้คดีในลักษณะนี้อีกในอนาคต

กฎหมายมี แต่การคุ้มครองไม่เคยเกิดขึ้นจริง

Photo 4 แถลงข่าวหน้าศาลแรงงานภาค 5 เชียงใหม่อ่านคำสั่งศาลฎีกาไม่รับฎีกาของประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ยืนยันสิทธิทายาทแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากการทำงานให้ได้รับเงินทดแทน เมื่อ 16 มีนาคม 2569

ถ้ามีระบบที่ช่วยเหลือจริง คนที่อยู่ข้างหลังจะไม่ลำบากแบบนี้
— อ่องจิ่ง


คำพูดนี้สะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าคดีหนึ่งคดี คือช่องว่างระหว่าง “สิทธิในกฎหมาย” กับ “สิทธิในชีวิตจริง” ในกรณีนี้ หน่วยงานรัฐปฏิเสธการจ่ายเงินจากกองทุนเงินทดแทน โดยยึดการที่นายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างและไม่ได้นำส่งเงินสมทบเป็นเหตุ ขณะที่นายจ้างเองก็พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด ผ่านการอ้างว่าแรงงานเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมา อย่างไรก็ตาม ศาลแรงงานได้วินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง และยืนยันว่าบริษัทเป็นนายจ้างที่แท้จริงของผู้ตาย

กรณีนี้จึงชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อเกิดการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของนายจ้าง และการตีความที่จำกัดสิทธิของหน่วยงานรัฐ ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบกลับไม่ใช่นายจ้างหรือรัฐ แต่เป็นลูกจ้างและครอบครัว

“หากมีการทำงานจริงและมีการจ่ายค่าจ้างจริงความสัมพันธ์ในการจ้างย่อมเกิดขึ้นและสิทธิของลูกจ้างก็เกิดขึ้นทันทีไม่ควรถูกตัดสิทธิด้วยเหตุที่นายจ้างไม่ส่งเงินสมทบเพราะนั่นเป็นหน้าที่ของรัฐในการบังคับใช้กฎหมายกับนายจ้างไม่ใช่ผลักภาระไปให้แรงงาน”
— สุมิตรชัย หัตถสาร


    สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความด้านสิทธิแรงงาน อธิบายว่า หลักการของกฎหมายชัดเจนมาโดยตลอดว่า สิทธิในการเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้าง ไม่ใช่รูปแบบของสัญญา หรือการที่นายจ้างจะปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ โดยวัตถุประสงค์ของกองทุนเงินทดแทนนั้นตั้งมาเพื่อเยียวยาความเสียหายทันทีแก่ลูกจ้าง โดยไม่ผ่านนายจ้าง

    เมื่อสิทธิที่กฎหมายรับรอง ไม่สามารถเข้าถึงได้ในทางปฏิบัติ

    แรงงานจึงต้องใช้กระบวนการศาลเป็นเครื่องมือสุดท้ายซึ่งไม่ควรเป็นภาระของผู้ที่สูญเสียตั้งแต่ต้น”
    — ปสุตา ชื้นขจร


      ด้าน ปสุตา ชื้นขจร ทนายความผู้ทำคดี ชี้ให้เห็นในระดับโครงสร้างว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ที่ต้องคุ้มครองลูกจ้างทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ และต้องจัดให้มีระบบเยียวยาที่มีประสิทธิภาพเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานอย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระบบดังกล่าวยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้จริง ท้ายที่สุด แม้ศาลจะมีคำพิพากษายืนยันสิทธิของทายาท แต่กระบวนการที่ยืดเยื้อได้ตอกย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย หากอยู่ที่การที่ระบบไม่สามารถทำให้สิทธิเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้น และเมื่อระบบไม่ทำงานความสูญเสียจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ชีวิตของผู้เสียชีวิต แต่ขยายไปสู่ครอบครัวที่ต้องแบกรับผลลัพธ์นั้นเพียงลำพัง

      เพื่อไม่ให้ใครต้องลำบากเพียงลำพัง

      Photo 5 แถลงข่าวหน้าศาลแรงงานภาค 5 เชียงใหม่อ่านคำสั่งศาลฎีกาไม่รับฎีกาของประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ยืนยันสิทธิทายาทแรงงานข้ามชาติที่เสียชีวิตจากการทำงานให้ได้รับเงินทดแทน เมื่อ 16 มีนาคม 2569

      ถ้ามีโอกาส อยากให้แรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม เพราะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
      ครอบครัวจะได้ไม่ต้องลำบากเพียงลำพัง
      — อ่องจิ่ง

      คำพูดนี้ไม่ใช่เพียงคำแนะนำ แต่คือเสียงของคนที่เคยล้มลงโดยไม่มีระบบรองรับ แม้คดีจะสิ้นสุดลงด้วยคำพิพากษาที่คืนความเป็นธรรม แต่สิ่งที่สูญเสียไปตลอด 5 ปี ไม่อาจเรียกกลับมาได้ บทเรียนจากคดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือคำถามว่า ทำไมความยุติธรรมต้องมาช้า และทำไมครอบครัวหนึ่งต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง เพราะในความเป็นจริง การมีหลักประกัน อาจเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการล้มลงเพียงลำพัง กับการยังมีระบบรองรับในวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามคาด


      บทความโดย
      ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ
      วีรวัศ ขำคม

      RELATED POSTS