
พื้นที่ตึกถล่ม เครดิตภาพThai News Pix
ครบรอบ 1 ปี เหตุอาคาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เหตุการณ์ครั้งนั้นพรากชีวิตแรงงานไปกว่า 95 คน และยังคงมีอีกหลายรายที่ยังไม่พบร่าง ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติที่เดินทางมาทำงานก่อสร้างในประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ชวนฟังเรื่องราวจาก ธนัชชา นิลวรรณ์ ทนายความ HRDF ผู้ลงพื้นที่ช่วยเหลือแรงงานและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงแรกของเหตุการณ์ พร้อมชวนสังคมหยุดคิดและตั้งคำถามว่า เมื่อแรงงานคนหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตจากการทำงาน ระบบของเราดูแลเขาและครอบครัว ได้ดีพอแล้วจริงหรือยัง?
“โดยหลักแล้ว คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่า การเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานนั้น
เป็นกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบควรมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
…หากวันหนึ่งเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอาคาร สตง. ถล่ม
หรืออุบัติเหตุจากการทำงานในลักษณะอื่นใด สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ
การยื่นขอรับสิทธิผ่านระบบประกันสังคม
หรือการยื่นขอรับเงินจากกองทุนเงินทดแทน หรือช่องทางอื่นที่เกี่ยวข้อง”
— ธนัชชา นิลวรรณ์

กู้ซากตึกถล่ม เครดิตภาพThai News Pix
ธนัชชา เล่าว่า ในวันเกิดเหตุ 28 มีนาคม 2568 เธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหว ขณะอยู่บนคอนโดชั้น 17 และต้องอพยพลงมาอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความหวาดกลัวและความกังวลไม่ต่างจากผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม เพียง 2–3 วันหลังจากนั้น เธอได้เข้าไปร่วมให้ความช่วยเหลือในกรณีแรงงานข้ามชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอาคาร สตง. ถล่ม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากความยากลำบากในการเข้าถึงผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
เธอลงพื้นที่ในฐานะนักกฎหมายที่ให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ โดยแรงงานกลุ่มแรกที่เข้าไปช่วยมีจำนวน 6 คน หนึ่งคนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกซากตึกทับ ส่วนอีก 5 คนรอดชีวิต แต่สิ่งที่พบคือ แม้จะรอดชีวิต พวกเขายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร บางคนบอกว่าไม่อยากกลับไปทำงานก่อสร้างแล้ว แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก
“สิ่งที่พบในตอนนั้นคือ เรายังไม่ได้เจอเคสของเราโดยตรง
แต่ได้พบกับคนอื่น ๆ ที่เป็นญาติของผู้สูญหาย
ซึ่งมานั่งรออยู่บริเวณใกล้พื้นที่เกิดเหตุ
ภาพที่เห็นคือ ทุกคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซากอาคารที่พังลงมา
และพยายามเฝ้ารอว่า จะมีข่าวคราวเกี่ยวกับญาติของตัวเองหรือไม่
ว่าจะมีการแจ้งหรือยืนยันว่าเป็นใครบ้าง”
— ธนัชชา นิลวรรณ์

ญาติที่มารอการค้นพบผู้เสียหายจากตึกถล่ม เครดิตภาพThai News Pix
ความทรงจำของทนาย ไม่ใช่แค่ภาพของซากอาคาร แต่คือภาพของญาติผู้สูญหาย ที่นั่งเฝ้ารออยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุ กลางแดด ไม่มีที่พักพิง และยังคงมีความหวังว่า คนที่รักจะยังมีชีวิตอยู่ ภาพแบบนี้ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ในอีกด้านหนึ่งงานของทีมช่วยเหลือคือการรวบรวมข้อมูลของแรงงาน ทั้งชื่อ อายุ และรายละเอียดการทำงาน เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานรัฐ เช่น กรุงเทพมหานคร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และสภาทนายความ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของผู้สูญหาย และดำเนินเรื่องสิทธิประโยชน์ต่อไป
ในกรณีอุบัติภัยครั้งนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี กรณีแรก คือญาติที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ได้ยากลำบากมากนักอาจมีความท้าทายในเรื่องระยะเวลาในการค้นหา เนื่องจากการพิสูจน์อัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะสามารถยืนยันตัวตนได้อย่างตรงกัน แต่เมื่อพิสูจน์อัตลักษณ์เรียบร้อยแล้ว กระบวนการด้านเอกสารของญาติสามารถดำเนินการต่อได้ ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง คือญาติที่อยู่ในประเทศต้นทาง เช่น ประเทศเมียนมา ซึ่งมีความยากลำบากมากกว่าตั้งแต่ขั้นตอนเอกสารของญาติที่เป็นภาษาพม่า ต้องได้รับการรับรองจากสถานทูตของประเทศต้นทางก่อน ก่อนจะนำมาใช้ในประเทศไทย รวมถึงกระบวนการประชาสัมพันธ์ เพื่อค้นหาว่าใครเป็นญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารถล่ม ซึ่งก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่มีความซับซ้อนและใช้เวลา
“ญาติพี่น้องของผู้สูญหายยังคงยืนหยัดและนั่งรอด้วยความหวังเสมอ
แม้ว่าจะเข้าไปในพื้นที่เพียง 3–4 ครั้ง
แต่ภาพเหล่านี้ก็ปรากฏให้เห็นซ้ำทุกครั้งที่เข้าไป
จนกลายเป็นภาพจำที่ติดอยู่ในใจ”
— ธนัชชา นิลวรรณ์
อย่างไรก็ตามการเข้าถึง “สิทธิ” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่าย โดยเฉพาะในกรณีของแรงงานข้ามชาติที่ครอบครัวอยู่ต่างประเทศ กระบวนการต่าง ๆ เต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งด้านภาษา เอกสาร การรับรองจากสถานทูต การพิสูจน์อัตลักษณ์ เช่น การตรวจ DNA รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเข้ามายื่นเอกสารหรือรับศพ สิ่งที่ควรเป็นสิทธิพื้นฐาน กลับกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากมาก

เครดิตภาพThai News Pix
แม้จะเป็นเรื่องที่โศกเศร้า แต่ทนายก็เล่าว่ามีภาพของความประทับใจเช่นกัน หลังจากที่ข่าวเริ่มแพร่กระจายว่า ยังมีการค้นหาผู้สูญหายจากเหตุอาคาร สตง. ถล่มอยู่ มีหลายหน่วยงานและหลายองค์กรเข้ามาช่วยเหลือ ตั้งแต่ช่วงแรกที่ผู้คนยังต้องนั่งรอ กลางแดด กลางลม กลางฝน ต่อมาเพียง 1–2 สัปดาห์ เริ่มมีการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับญาติของผู้สูญหาย
มีการจัดอาหารและการดูแลพื้นฐาน สำหรับทั้งญาติและผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ
ธนัชชา ทิ้งท้ายว่า เมื่อเหตุการณ์กำลังจะครบรอบ 1 ปี คำถามสำคญยังคงอยู่ แรงงานที่บาดเจ็บได้รับการเยียวยาเพียงพอหรือไม่ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รับเงินชดเชยครบถ้วนแล้วหรือยัง และสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมจริงหรือไม่?
บทความโดย
ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ
ภาพถ่าย
Thai News Pix




