เสียงแรงงานข้ามชาติจากปลายห่วงโซ่อุปทาน ในเวที UN Responsible Business and Human Rights Forum 2026

…

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation: HRDF) ร่วมกับ Mekong Migration Network (MMN), UNSW Australian Human Rights Institute, Group of Entrepreneurs with Foreign Workers, MAP Foundation, Raks Thai Foundation และ Yaung Chi Oo Workers Association จัดเวิร์กช็อป “Overcoming Migrant Workers’ Struggles in Accessing Remedies at the Bottom of Supply Chains” เวลา 09.00–11.00 น. ณ Meeting Room H ภายใต้งาน UN Responsible Business and Human Rights Forum 2026

ภาพโปสเตอร์ประกอบงาน


เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้แรงงานข้ามชาติและองค์กรที่ทำงานใกล้ชิดกับแรงงาน นำกรณีจริงจากภาคอาหารทะเล ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม มาแลกเปลี่ยนถึงอุปสรรคในการเรียกร้องสิทธิ ตั้งแต่การเข้าสู่กลไกร้องเรียน การติดตามกระบวนการ ไปจนถึงการได้รับการเยียวยาในทางปฏิบัติ

คำถามสำคัญของเวทีจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า แรงงานข้ามชาติมีสิทธิอะไรตามกฎหมาย แต่เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิหรืออุบัติเหตุจากการทำงานขึ้นแล้ว แรงงานสามารถเข้าถึงและได้รับการเยียวยาตามสิทธินั้นจริงหรือไม่


ทีมผู้จัดมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation: HRDF) ร่วมกับ Mekong Migration Network (MMN), UNSW Australian Human Rights Institute, Group of Entrepreneurs with Foreign Workers, MAP Foundation, Raks Thai Foundation และ Yaung Chi Oo Workers Association


จากเวทีระดับภูมิภาค สู่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับแรงงาน

UN Responsible Business and Human Rights Forum, Asia-Pacific เป็นเวทีระดับภูมิภาคด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งนำภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน ภาคประชาสังคม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตัวแทนแรงงาน องค์กรระหว่างประเทศ นักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ตรง มาร่วมแลกเปลี่ยนและผลักดันการนำหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ UN Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGPs) ไปสู่การปฏิบัติ

ในปี 2569 เวทีจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Building Resilience, Advancing Rights” โดยมองเรื่องความยืดหยุ่นหรือ resilience มากกว่าการทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่รวมถึงความสามารถในการป้องกันและจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน การสร้างระบบความรับผิด การเยียวยา และการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ โดยไม่ผลักความเสี่ยงไปให้แรงงานและชุมชนเป็นผู้รับภาระ แนวคิดของ

เวิร์กช็อปที่ HRDF และภาคีร่วมจัดจึงนำโจทย์ดังกล่าวมาพิจารณาผ่านประสบการณ์ของแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระดับล่างของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีอำนาจต่อรองต่ำ และมักเผชิญข้อจำกัดด้านภาษา ข้อมูล สถานะการจ้างงาน และการเข้าถึงกลไกร้องเรียน

เวทีให้ความสำคัญกับเสียงของแรงงานและการมีส่วนร่วมในการหาทางออก ตัวแทนแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาและกัมพูชาที่เคยพยายามเรียกร้องการเยียวยาจากกรณีอุบัติเหตุจากการทำงานและการเลิกจ้าง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเอง ก่อนเปิดให้ผู้เข้าร่วมร่วมกันพิจารณาว่า ในเส้นทางตั้งแต่เกิดความเสียหายไปจนถึงการได้รับการเยียวยา แรงงานต้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรบ้าง  

ภาพรายงานของ Mekong Migration Network (MMN) ประกอบงาน workshop


MMN: เมื่อชนะคดี ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงิน

ในการนำเสนอของ Mekong Migration Network (MMN) ได้ยกกรณีแรงงานข้ามชาติหลายร้อยคน ซึ่งสูญเสียงานและไม่ได้รับค่าจ้างหลังโรงงานปิดกิจการในปี 2563 แม้ต่อมาแรงงานจะชนะคดีในศาลแรงงานในปี 2564 และศาลมีคำตัดสินให้แรงงานได้รับเงินรวม 32 ล้านบาท แต่แรงงานยังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากไม่สามารถติดตามเจ้าของกิจการได้ กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและการมีคำตัดสินรับรองสิทธิ อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเรียกร้อง หากการบังคับใช้ยังมีข้อจำกัด แรงงานก็อาจยังไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าชดเชยที่ควรได้รับ

MMN ยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างและปัญหาการบังคับใช้ที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะเมื่อนายจ้างสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิด เช่น การประกาศล้มละลาย การเปลี่ยนผู้บริหาร หรือไม่สามารถติดตามตัวได้ ทำให้แม้แรงงานจะดำเนินการเรียกร้องสิทธิตามกระบวนการแล้ว การได้รับการเยียวยาจริงยังคงเป็นเรื่องยาก

นอกจากกรณีดังกล่าว เวทียังนำกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมภายหลังการตั้งครรภ์ และกรณีการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในการทำงาน มาใช้ในการแลกเปลี่ยน เพื่อให้เห็นว่าอุปสรรคในการเข้าถึงการเยียวยาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแรงงานในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง

ภาพเนื้อหาการนำเสนอของ HRDF


HRDF: จากอาการเจ็บป่วยกลางทะเล สู่การเรียกร้องการเยียวยา

ในส่วนของ HRDF คุณ Saing Ry แรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาและผู้ประสานงานแรงงานข้ามชาติของ HRDF ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ จันทบุรี ระยอง และชลบุรี ได้นำเสนอประสบการณ์จากการทำงานกับแรงงานข้ามชาติ ผ่านกรณีของ “Dara” (นามสมมติ) แรงงานข้ามชาติในภาคประมง โดยใช้นามสมมติเพื่อคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของแรงงาน  ระหว่างทำงานอยู่กลางทะเล Dara มีอาการปวดและบวมบริเวณขาขวาอย่างรุนแรง เขาแจ้งผู้ควบคุมเรือว่าไม่สามารถทำงานต่อได้ แต่เรือไม่ได้กลับเข้าฝั่งทันที เนื่องจากยังจับปลาได้ไม่มากพอ

เมื่อเรือกลับเข้าฝั่งและ Dara สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ อาการของเขารุนแรงมากแล้ว เขาต้องเข้ารับการรักษาและท้ายที่สุดต้องตัดขาเหนือเข่า จากกรณีนี้ การเข้าถึงโรงพยาบาลเร็วกว่านั้นอาจนำไปสู่ผลการรักษาที่แตกต่างออกไป และทำให้เกิดคำถามถึงความรับผิดชอบของนายจ้างในการตอบสนองต่ออาการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บรุนแรงของแรงงานอย่างทันท่วงที

ภาพของ DARA (นามสมมติ) ผู้เรียกร้องสิทธิการเยียวยาจากนายจ้าง



แต่การสูญเสียขาไม่ใช่จุดสิ้นสุดของปัญหา หลังออกจากโรงพยาบาล Dara ยังต้องเข้าสู่กระบวนการเรียกร้องการเยียวยา จากข้อมูลการสัมภาษณ์ Dara มีค่ารักษาพยาบาลประมาณ 150,000 บาท ขณะที่นายจ้างเสนอเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อเขาขอให้นายจ้างรับผิดชอบค่าชดเชยเต็มจำนวน นายจ้างปฏิเสธความรับผิดเพิ่มเติม โดยแรงงานเล่าว่าได้รับคำตอบว่า “จะรับก็รับ ไม่รับก็ไปร้องที่ไหนก็ไป”

ในเวลานั้น Dara อยู่ในสถานะที่มีอำนาจต่อรองจำกัด เขาสูญเสียขา มีข้อจำกัดในการเดินทาง สูญเสียรายได้ และมีค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล ขณะที่การค้นหาว่าต้องร้องเรียนที่ไหน ติดต่อใคร และดำเนินการอย่างไร กลับเป็นสิ่งที่แรงงานต้องพยายามดำเนินการต่อด้วยตนเอง

เมื่อคนเจ็บต้องเป็นฝ่ายตามหานายจ้าง

ในการนำเสนอ Saing Ry ยังกล่าวถึงอุปสรรคที่ Dara พบเมื่อพยายามเข้าสู่กลไกของรัฐ จากข้อมูลที่แรงงานให้ไว้ เขาได้รับแจ้งว่าไม่สามารถรับเรื่องได้หากไม่สามารถนำตัวนายจ้างมาด้วย

สำหรับแรงงานที่เพิ่งสูญเสียขาและมีข้อจำกัดในการเดินทาง เงื่อนไขดังกล่าวทำให้การเข้าสู่กระบวนการยิ่งยากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านภาษา การเข้าถึงข้อมูล และความเข้าใจต่อขั้นตอนของหน่วยงานรัฐ

ต่อมา Dara ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและการสนับสนุนจาก HRDF แต่กระบวนการยังใช้เวลานาน เนื่องจากนายจ้างไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานกับกองทุนเงินทดแทน จึงต้องมีการรวบรวมเอกสารและหลักฐานเพื่อยืนยันความสัมพันธ์การจ้างงาน รวมถึงมีความยากในการติดตามหรือติดต่อนายจ้างในบางช่วงของกระบวนการ

จากประสบการณ์ของ HRDF การเรียกร้องเงินทดแทนผ่านกองทุนเงินทดแทนยังเป็นช่องทางที่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ หากสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องหลักฐานและการขึ้นทะเบียน แต่การเรียกร้องค่าชดเชยจากนายจ้างโดยตรงเป็นเรื่องที่ยากกว่า  ท้ายที่สุด กระบวนการใช้เวลาประมาณ สามปี ก่อนที่ Dara จะได้รับเงินทดแทนตามสิทธิ


ระยะเวลาสามปีไม่ได้หมายถึงเพียงความล่าช้าของกระบวนการ แต่ระหว่างที่รอ แรงงานยังต้องดำรงชีวิต มีค่าใช้จ่าย สูญเสียรายได้ และต้องปรับตัวหลังจากสูญเสียอวัยวะ ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามกระบวนการที่มีหลายขั้นตอนและไม่ได้ใช้ภาษาของตนเอง

ภาพบรรยากาศการนำเสนอและผู้เข้าร่วม


จากกรณีของแรงงาน สู่การร่วมกันมองช่องว่างของระบบ

หลังการนำเสนอกรณีต่าง ๆ เวิร์กช็อปเปิดให้ผู้เข้าร่วมแบ่งกลุ่มตามกรณีที่สนใจ เพื่อสอบถามข้อมูลจากตัวแทนแรงงานและองค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ความช่วยเหลือโดยตรง รวมทั้งร่วมกันวิเคราะห์เส้นทางหรือ journey ของแรงงานว่า ตั้งแต่เกิดปัญหาไปจนถึงการได้รับการเยียวยา มีจุดใดที่เป็นอุปสรรค และมีอะไรที่ยังขาดหายไปในระบบ

สำหรับกรณีที่ HRDF นำเสนอ ข้อเสนอสำคัญคือ เมื่อแรงงานได้รับความเสียหาย ควรสามารถเริ่มต้นยื่นคำร้องจากข้อมูลที่ตนมีได้ โดยไม่ควรผลักภาระให้แรงงานเป็นผู้ติดตามหรือนำตัวนายจ้างเข้าสู่กระบวนการด้วยตนเอง หน่วยงานรัฐควรเป็นฝ่ายติดตามนายจ้าง มีล่ามและความช่วยเหลือทางกฎหมาย มีกรอบเวลาที่ชัดเจน และมีช่องทางให้แรงงานสามารถติดตามสถานะเรื่องร้องเรียนของตนเองได้

โดยเฉพาะกรณีอุบัติเหตุจากการทำงานที่รุนแรงหรือมีการสูญเสียอวัยวะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสามารถเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้แรงงานที่กำลังบาดเจ็บเป็นผู้เริ่มต้นและติดตามทุกขั้นตอนด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจมีบทบาทตั้งแต่ก่อนเกิดความเสียหาย ทั้งการประเมินและป้องกันความเสี่ยงด้านแรงงานและความปลอดภัย และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ควรมีกลไกร้องเรียนและเยียวยาที่แรงงานสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้จริง โดยสถานะการเป็นแรงงานข้ามชาติ ภาษา หรือการมีอำนาจต่อรองต่ำ ไม่ควรกลายเป็นอุปสรรคต่อการได้รับการเยียวยา

กรณีต่าง ๆ ที่ถูกนำมาพูดคุยในเวทีวันที่ 16 กันยายน ทำให้เห็นว่า อุปสรรคของแรงงานข้ามชาติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง บางคนไม่รู้ว่าจะเริ่มร้องเรียนที่ไหน บางคนเข้าถึงกระบวนการแล้วแต่ต้องใช้เวลาหลายปี ขณะที่บางกรณี แม้แรงงานจะชนะคดีและได้รับการรับรองสิทธิแล้ว ก็ยังไม่ได้รับเงินตามคำตัดสิน

ดังนั้น การให้แรงงานรู้สิทธิยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่การแก้ปัญหาไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการบอกให้แรงงานรู้ว่าตนเองมีสิทธิอะไร หากกลไกที่มีอยู่ยังเข้าถึงยากหรือไม่สามารถนำไปสู่การเยียวยาได้จริง

การมีสิทธิตามกฎหมายจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการทำให้กลไกของรัฐและความรับผิดชอบของภาคธุรกิจสามารถนำสิทธินั้นไปสู่การเยียวยาที่แรงงานเข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในระดับล่างของห่วงโซ่อุปทาน

สรุปเนื้อหาโดย ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ HRDF

ภาพ ศิริรุ่ง ศรีสิทธิพิศาลภพ HRDF