นายสมชาย หอมลออ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาเข้าพบนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรค NLD
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 นายสมชาย หอมลออ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ได้เดินทางไปเมืองเนปิดอว์ ประเทศพม่าเพื่อเข้าพบนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรค NLD และประธานคณะกรรมาธิการหลักนิติธรรมแห่งรัฐสภาสหภาพพม่า ร่วมกับผู้แทนเครือข่ายนักกฎหมายที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEALAW อ่านต่อ
International Rescue Committee (IRC) ผลิตหนังสั้น เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้แรงงานเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการขยายระเวลาเพื่อปรับสถานะแก่แรงงานข้ามชาติตามมติคณะรัฐมนตรี 15 มกราคม 2556
เว็บไซด์ Migrant Labor Radio เปิดตัววิทยุออนไลน์ภาคภาษาไทใหญ่-พม่า เพื่อส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2556 วิทยุเพื่อพี่น้องแรงงานข้ามชาติ หรือ MLRadio ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) และโครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ จังหวัดเชียงใหม่ หรือ MJP ได้เปิดตัวรายการวิทยุเพื่อพี่น้องแรงงานข้ามชาติผ่านเวบไซด์ www.migrant-labor-radio.org อ่านต่อ
คู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
Prev
Next

News »

[15 มี.ค. 2014 | ]

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า เมื่อวันที่ 13  มีนาคม 2557 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภาค 6 จังหวัดสงขลา ได้เข้าควบคุมตัวชาวมุสลิม ไม่ปรากฏสัญชาติ จำนวน 213 คน ซึ่งหลบพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสวนยาง จังหวัดสงขลา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการคัดแยกกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว พบว่า มีผู้หญิง  60คน ผู้ชาย 73 คน และเด็ก  80 คนและข้อมูลจากไทยโพสต์ออนไลน์ วันที่  14 มีนาคม 2557 รายงานว่า มีเจ้าหน้าที่จากสถานฑูตตุรกีได้ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวจะเป็นชาวตุรกีหรือไม่  อีกทั้งยังมีข้อสันนิษฐานว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวอาจหนีภัยประหัตประหาร และต้องการคุ้มครองหรือสถานะผู้ลี้ภัย ปัจจุบันผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ไทย

จากข้อมูลดังกล่าวทางเครือข่ายประชากรข้ามชาติ ขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ ของรัฐไทยในการเข้าให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กลุ่มสตรีและเด็กการให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้น  รวมทั้งการเอื้ออำนวยให้ประชาชนและองค์กรการกุศลเข้าให้ความช่วยเหลือ  แต่อย่างไรก็ตาม ทางเครือข่ายฯและองค์กรท้ายแถลงการณ์นี้ ยังมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์การเข้ามาของชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าว และขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไทยพิจารณาต่อข้อเสนอดังต่อไปนี้

1.ขอให้รัฐบาลไทยสนับสนุนให้ เจ้าหน้าที่จากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ สามารถปฎิบัติหน้าที่ในการสัมภาษณ์ชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าว อย่างเป็นอิสระ เพื่อพิสูจน์สถานะบุคคลและความต้องการของกลุ่มชาวมุสลิมตามกรอบหน้าที่ รวมทั้งสนับสนุนให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรภาคประชาชนจากหน่วยต่างๆ สามารถเข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามหลักกฎหมายและหลักมนุษยธรรม

2. ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาหลักการตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และข้อที่ 3 แห่งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในการยุตินโยบายการผลักดันชาวมุสลิม หากพิสูจน์ทราบได้ว่าชาวมุสลิมกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นผู้หนีภัยประหัตประหารไม่ว่าจากประเทศใดก็ตาม  หรือหากมีการส่งกลุ่มคนดังกล่าวนี้กลับไปอาจเสี่ยงต่อการถูกประหัตประหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชน  และอาจต้องเผชิญกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศต้นทาง

3. ในระหว่างการดูแลและให้ที่พักพิงแก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวในสถานที่ต่าง ๆ นี้ ขอให้หน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อชาวมุสลิมที่ไม่ปรากฎสัญชาตินี้ ในฐานะผู้นับถือศาสนาอิสลามโดยสามารถปฏิบัติศาสนกิจและมีอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนา  เอื้ออำนวยให้เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงสภาวะความเป็นผู้หญิงและเด็ก สภาพการเจ็บป่วย รวมทั้งห้ามมิให้มีการพันธนาการใด

4. ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจังต่อผู้กระทำผิด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 รวมทั้งให้มีการรณรงค์ให้ยุติการค้ามนุษย์ในประเทศไทยสำหรับกรณีของชาวมุสลิมที่ไม่ปรากฎสัญชาติทั้ง 200 คน นี้ให้ตกเป็นเหยื่อในสถานการณ์นี้ ต่อไป

5. ขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการหารืออย่างเร่งด่วนกับประเทศสมาชิกแห่งประชาคมอาเซียน เพื่อร่วมกันหาทางออกร่วมกันในภูมิภาค อันเป็นหลักการร่วมกันที่รัฐสมาชิกอาเซียนต่างมุ่งหวังที่จะเห็นสันติภาพ ความมั่นคง ปลอดภัยและเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

 

ด้วยความเคารพในสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

1.เครือข่ายประชากรข้ามชาติ (Migrants Working Group)

2.สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

3.มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา

4.สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (stateless watch)

5.มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Prorights Foundation)

6.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

7.สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

News »

[27 ก.พ. 2014 | ]

จดหมายเปิดผนึก

 

                                                   วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557

เรื่อง ข้อเสนอเครือข่ายประชากรข้ามชาติ ต่อแนวทางแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติซึ่งครบกำหนดวาระการจ้างงาน 4 ปี

เรียน ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี

สำเนาถึง 1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

2.อธิบดีกรมจัดหางาน

3.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

4. ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

5. ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

6.ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

7. ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

อ้างถึง หนังสือ กรมการจัดหางาน เลขที่ รง 0307/4936  ลงวันที่ 11  กุมภาพันธ์ 2557

ตามที่กรมการจัดหางาน ออกหนังสือด่วน เลขที่ รง 0307/4936  ลงวันที่ 11  กุมภาพันธ์ 2557 เรื่อง การดำเนินการกับแรงงานเมียนมาที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติซึ่งจะครบกำหนดวาระการจ้างงาน 4 ปี ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักจัดหางานกรุงเทพ เขตพื้นที่ ๑ – ๑๐ เพื่อดำเนินการตามแนวทางที่กรมฯ กำหนดไว้ นั้น

เครือข่ายประชากรข้ามชาติ มีความยินดีต่อความมุ่งมั่นของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติสามสัญชาติ โดยเฉพาะความสำเร็จในเรื่องการปรับสถานะแรงงานข้ามชาติให้กลายเป็นแรงงานที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย แต่อย่างไรก็ดี สถานการณ์ด้านการเมืองที่ไม่ปกติ นับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา ส่งผลต่อการชะงักงันในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีแรงงานข้ามชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานและครบกำหนดวาระ 4 ปี จากการประเมินสถานการณ์ดังกล่าว เครือข่ายฯ ขอเรียนว่า การจัดทำมาตรการการแก้ไขปัญหากรณีแรงงานข้ามชาติที่ครบกำหนดวาระ 4 ปีอย่างรอบด้านถือเป็นกรณีเร่งด่วนและสำคัญ เนื่องจาก

1) มาตรการฯ ดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเฉียบพลันโดยเฉพาะในภาคการผลิตที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ ภาคอุตสาหกรรมประมงทะเลต่อเนื่อง ภาคการก่อสร้าง ที่มีการจ้างงานแรงงานข้ามชาติเป็นจำนวนมากและแรงงานเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้ทำงานในประเทศไทยครบกำหนดวาระ 4 ปี ซึ่งการขาดแคลนแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ในขณะที่ไม่สามารถจ้างแรงงานคนชาติมาแทนที่ได้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2) มาตรการฯ ดังกล่าวจะเป็นหลักประกันที่สำคัญในความต่อเนื่องและชัดเจนในนโยบายการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์พื้นฐานและความพยายามของรัฐบาลที่ผ่านมาในการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติหลบหนีเข้าเมืองและส่งเสริมการมีสถานภาพทางกฎหมายของแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน… Read More